-->หน้าแรก
-->แนะนำบริษัท
-->ติดต่อบริษัท
-->กระดานสนทนา
-->The Power Shopping
-->ERP: Compiere
-->CRM: SugarCRM
-->สาระการออกแบบระบบ
-->คำศัพท์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

-->รับเขียนโปรแกรม
-->รับให้คำปรึกษาฟรี
-->รับเขียนเว็บไซด์
-->รับวิเคราะห์ระบบ
-->รับซ่อมคอมพิวเตอร์

-->ขั้นตอนการสั่งสินค้า
-->เครื่องจัดเก็บเอกสาร
-->ระบบงบประมาณ
-->ระบบสารสนเทศสถานศึกษา
-->ACCESS CONTROL
-->BARCODE PRODUCTS
-->ระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์(CRM)
-->ระบบจัดการในโรงงานตัดเย็บ เสื้อผ้า
-->ระบบประเมินสมรรถนะบุคคลากร แบบ Online

-->ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ


-->คู่มือ Rave Report (thai)
-->ระบบงบประมาณ(budget)
-->ระบบสารสนเทศสถานศึกษา
-->ระบบสินค้าคงคลัง


      pwstation@yahoo.com

 


การติดตั้ง Oracle 10g R1 บน Fedora Core 4

 
ผมได้ทดลองติดตั้ง Oracle 10g R1 บน Fedora Core 4 เพื่อทดลองใช้
งานพบว่าใช้ง่ายพอสมควร และระบบมีเสถียรภาพดีมาก สามารถ run
J2EE application ที่ใช้ JBoss อย่างเช่น Compiere ได้สบายไม่พบปัญหา
ที่เกิดจาก OS เลย

ที่ต้อง เน้นว่าเป็น 10g R1 เพราะขณะนี้ทาง Oracle ได้ออก 10g R2 มา
แล้ว ซึ่งมีวิธีการติดตั้งในรายละเอียดต่างกันบ้าง เลยจะขอแยกไปเขียน
ไว้อีกเรื่องต่างหาก

ผมเห็นว่า FC4 นี้ก็เป็น Open Source Linux ที่รองรับภาษาไทย และเรา
สามารถไป download มาใช้ได้ฟรีๆ ก็เลยนำมาเสนอไว้ เพื่อให้ท่าน
ผู้สนใจใน Compiere ทั้งหลายได้นำไปลองใช้กัน

การติดตั้ง Oracle 10g R1 บน FC4 นี้มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ติดตั้ง OS FC4 บนคอมพิวเตอร์
2. การปรับแต่ง OS FC4 ให้เหมาะกับ Oracle
3. การติดตั้ง Oracle
4. การปรับแต่ง Oracle สำหรับ คอมเปียร์

รายละเอียดของแต่ละขั้นตอนมีดังต่อไปนี้

0. ก่อนการติดตั้ง
เราสามารถ download FC4 ได้จากเว็บไซต์ของ Fedora ที่
http://fedora.redhat.com/download/ ซึ่งมีให้เลือก 3 แบบตาม CPU chip
ที่ใช้คือ
1. สำหรับ CPU chip ที่ compatible กับ x86 (32bit)
2. สำหรับ CPU chip ที่ compatible กับ x86_64 (64bit) เช่น AMD 64 bit
3. สำหรับ CPU chip ที่ compatible กับ PowerPC ทั้ง 32 bit และ 64 bit
เลือก download ให้ตรงกับ chip ใน Computer ที่ใช้อยู่ก็พอ
มีข้อสังเกตุหนึ่ง เขาจะใช้ sha1sum ในการตรวจสอบข้อมูลที่ download
มาได้ว่าเหมือนต้นฉบับทุก bit เราต้องมีซอฟท์แวร์ที่ check sha1sum ได้
ติดตั้งไว้ในเครื่องก่อน นอกจากนั้นเนื่องจากไฟล์ที่จะ download นั้นมี
ขนาดใหญ่มาก การ download จึงต้องใช้ software พวก download manager
เ่ช่น GetRight, Download Accelator Plus เป็นต้น ผมใช้ GetRight download
ผ่าน ADSL ของ True กว่าจะได้ครบทุกแผ่นกินเวลาเป็นสัปดาห์เลย ถ้าโชค
ไม่ดีไฟล์ใดก็ตามที่ download มาได้แต่ sha1sum ไม่ผ่านก็ต้อง download
ไฟล์นั้นใหม่ ก็จะกินเวลามากขึ้นอีก ( ถ้าใครไม่ชอบ download ก็ลองมองๆ
ดูตามแหล่งขาย software ที่รู้กันดู อาจจะมีก็ได้ ผมไม่แน่ใจ)

หลังจากได้ไฟล์จากการ download มาแล้วก็ burn ลง CD ผลที่ได้ก็คือ
CD สำหรับติดตั้ง FC4 จำนวน 4-5 แผ่น แล้วแต่กรณีของแต่ละคน

1. ติดตั้ง OS FC4 บนคอมพิวเตอร์
บูทคอมพิวเตอร์ด้วยแผ่นที่1 แล้วทำไปตาม
ข้อความที่ปรากฏบนจอ และเลือก option ดังต่อไปนี้
1.1 เลือก Installation type เป็นแบบ Workstation
1.2
ที่หน้าต่าง Disk Partitioning Setup เลือก Automatically partition
1.3 เลือก Remove all partitions on this system
คุณอาจจะเลือกอย่าง
อื่นก็ได้ แต่ในกรณีที่เครื่องนี้จะใช้ Oracle ไม่ควรจะมี พาร์ทิชั่นอื่น
ใดอีกเลย นอกเสียจากคุณแน่ใจว่าจะมีการแบ่งพาร์ทิชั่นเพื่อ
ประโยชน์บางประการจริงๆ
1.4 ที่หน้าต่าง
Network Configuration ให้คลิกที่ปุ่ม Edit เพื่อกำหนด
ค่า static IP ให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ ในที่นี้เพื่อเป็นตัวอย่าง ผมใช้
192.168.0.101 และ net mask 255.255.255.0 ตามลำดับ

1.5 ตั้งชื่อโฮสต์ ของคุณเองหรือจะใช้ default ที่ใส่มาให้ก็ได้ ในที่นี้ผมใส่ nvb-1
และพร้อมกันนั้น ก็ให้ใส่ หมายเลขไอพี ของเกตเวย์และ DNS หลัก
ไปด้วยถ้าต้องการให้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ใช้ internet ได้
1.6 ที่หน้าต่าง Firewall Configuration ให้เลือก No firewall และ
disable SELinux ทั้งนี้เพราะจากการทดลองพบว่า SELinux และ firewall
บน FC4 นี้ค่อนข้างแข็งแรงและทำให้ติดตั้ง Compiere ไม่สำเร็จ

หลังจากเลือก option ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว เครื่องจะ ฟอร์แมตระบบไฟล์
แล้วอ่านไฟล์ต่าง และเริ่มกระบวนการติดตั้ง และจะบอกให้เปลี่ยนแผ่น CD
จนไปถึงแผ่นสุดท้าย จากนั้นเครื่องจะบูตและเริ่มกระบวนการปรับแต่งหลังการติดตั้ง
ซึ่งเริ่มด้วยการกำนหด วันและเวลา

1.7 ที่หน้าจอ วันและเวลา เลือก วันและเวลาที่ถูกต้อง โดยปกติ
เครื่องจะให้ default เป็นเวลาปัจจุบันอยู่แล้ว
1.8 เลือกความละเอียดของ display ให้เหมาะกับจอของคุณ
1.9 กำหนด system user โดยใส่ชื่อ และ password ลงในช่อง
ตามลำดับ

เมื่อสิ้นสุดกระบวนการ คอมพิวเตอร์ก็พร้อมที่จะทำงานภายใต้ FC4 ต่อ
ไปได้ และจะบูตใหม่อีกครั้งหนึ่ง

2. การปรับแต่ง OS FC4 ให้เหมาะกับ Oracle

2.1 เพิ่มและแก้ไขชื่อ host ใน /etc/hosts ดังนี้
2.1.1 login ด้วย root
2.1.2 เรียกคำสั่ง gedit /etc/hosts จะเห็นตัวหนังสือข้างล่างนี้ปรากฏขึ้น

# Do not remove the following line, or various programs
# that require network functionality will fail.
127.0.0.1 nvb-1 localhost.localdomain localhost


ซึ่งในที่นี้ผมตั้งชื่อ host ในขณะติดตั้ง OS เป็น nvb-1
2.1.3 แก้ไขและเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

127.0.0.1 localhost.localdomain localhost
192.168.0.101 nvb-1.nvb.local nvb-1


โปรดสังเกตุว่า ชื่อ host nvb-1 ถูกลบออกไปจากบรรทัดแรก และเพิ่มชื่อ host
ใหม่เป็น nvb-1.nvb.local และมี alias เป็น nvb-1 ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ การอ้างถึง
nvb-1 จะเปลี่ยนจากเดิมซึ่งชี้ไปยัง localhost ที่ 127.0.0.1 ไปเป็น
nvb-1.nvb.local ที่ 192.168.0.101 (ผมกำหนดให้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้มี
static IP เป็น 192.168.0.101) ซึ่งต่อไปการอ้างถึง host ของ Oracle จะถูกอ้าง
ถึงด้วยชื่อ nvb-1.nvb.local นี้
2.1.4 save แล้วออกจาก gedit

หมายเหตุ : ผมใช้วิธีเพิ่ม ชื่อ ใน /etc/hosts นี้เพราะ network ที่ใช้นั้นเป็น
network ขนาดเล็ก มีคอมพิวเตอร์ในระบบเพียง 3 เครื่อง และไม่ได้ใช้ DNS
server สำหรับระบบ network ที่ใหญ่กว่านี้และใช้ DNS server นั้น อาจจะ
ให้ System Admin ของ network ช่วยเพิ่มชื่อดังข้างต้นให้ก็ได้ แต่อย่างไร
ก็ตามไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ผลที่ต้องการคือ ต้องสามารถ ping คอมพิวเตอร์ที่
จะใช้ติดตั้ง Oracle ด้วยชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่นั้นได้ จึงจะทำขั้นตอนต่อๆไปได้

2.2 แก้ไขพารามิเตอร์สภาพแวดล้อมของ OS ดังนี้
2.2.1 เรียกคำสั่ง gedit /etc/sysctl.conf ซึ่งจะเป็นการ edit ไฟล์ sysctl.conf
2.2.2 ให้เพิ่มบันทัดต่อไปนี้ ต่อลงไปจากบรรทัดสุดท้ายของไฟล์ที่ปรากฏบนจอ

kernel.shmall = 2097152
kernel.shmmax = 2147483648
kernel.shmmni = 4096
# semaphores: semmsl, semns, semopm, semni
kernel.sem = 250 32000 100 128
fs.file-max = 65536
net.ipv4.ip_local_port_range = 1024 65000

2.2.3 save และออกจาก gedit
2.2.4 เรียกคำสั่ง /sbin/sysctl -p เพื่อปรับสภาพแวดล้อมของ OS ให้เป็นไป
ตาม ข้อมูลที่เพิ่มเข้าไป ซึ่งจะเป็นการเตรียมสำหรับการติดตั้ง Oracle ต่อไป

2.3 แก้ไขไฟล์ limits.conf ดังนี้
2.3.1 เรียกคำสั่ง gedit /etc/security/limits.conf
2.3.2 แทรกบรรทัดต่อไปนี้ ก่อน บรรทัดสุดท้ายที่เขียนว่า # End of file

* soft nproc 2047
* hard nproc 16384
* soft nofile 1024
* hard nofile 65536

2.3.3 save และออกจาก gedit

2.4 แก้ไขไฟล์ login ดังนี้
2.4.1 เรียกคำสั่ง gedit /etc/pam.d/login
2.4.2 เพิ่มบรรทัดต่อไปนี้ที่บรรทัดสุดท้ายของไฟล์ login
session required /lib/security/pam_limits.so
2.4.3 save และออกจาก gedit

2.5 สร้าง group และ user สำหรับ Oracle ดังนี้
2.5.1 ด้วยสิทธิ์ของ root เรียกคำสั่ง groupadd oinstall
2.5.2 ด้วยสิทธิ์ของ root เรียกคำสั่ง groupadd dba
2.5.3 ด้วยสิทธิ์ของ root เรียกคำสั่ง groupadd oper
2.5.4 ด้วยสิทธิ์ของ root เรียกคำสั่ง useradd -g oinstall -G dba oracle
2.5.5 ด้วยสิทธิ์ของ root เรียกคำสั่ง passwd oracle แล้วใส่ password สำหรับ
user oracle

2.6 สร้าง directory สำหรับติดตั้ง Oracle ดังนี้
2.6.1 ด้วยสิทธิ์ของ root เรียกคำสั่ง
mkdir -p /u01/app/oracle/product/10.1.0/db_1
2.6.2 ด้วยสิทธิ์ของ root เรียกคำสั่ง
chown -R oracle.oinstall /u01 เพื่อเปลี่ยน owner ให้เป็น user oracle,
user oracle จึงจะมีสิทธิ์การเขียนใน /u01 นั้นได้


2.7 ด้วยสิทธิ์ของ root เรียกคำสั่ง xhost +nvb-1 (โปรดสังเกตุ nvb-1 เป็นชื่อ
host ที่ผมใช้)

2.8 แก้ไข release code ของ FC4 เป็น redhat-3 เพื่อหลอกตัวติดตั้ง
ของ Oracle โดย เรียกคำสั่ง gedit /etc/redhat-release

หมายเหตุ : จริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เป็น redhat-3 อย่างที่แสดงนั้น
เพียงแต่เพิ่มเลข 3 ไว้ใน release code ก็พอ เพราะ installer ของ Oracle จะ
ตรวจหาเฉพาะเลข 3 ไม่ใช่ทั้ง redhat-3

2.9 logout และ login ใหม่ด้วย user oracle แล้วเรียกคำสั่ง gedit .bash_profile
แล้ว เพิ่มข้อความข้างล่างนี้ต่อจากบรรทัดสุดท้ายของไฟล์นั้น

# Oracle Settings
TMP=/tmp; export TMP
TMPDIR=$TMP; export TMPDIR

ORACLE_BASE=/u01/app/oracle; export ORACLE_BASE
ORACLE_HOME=$ORACLE_BASE/product/10.1.0/db_1; export ORACLE_HOME
ORACLE_SID=DEV; export ORACLE_SID
ORACLE_TERM=xterm; export ORACLE_TERM
PATH=/usr/sbin:$PATH; export PATH
PATH=$PATH:$ORACLE_HOME/bin; export PATH

LD_LIBRARY_PATH=$ORACLE_HOME/lib:/lib:/usr/lib; export LD_LIBRARY_PATH
CLASSPATH=$ORACLE_HOME/jre:$ORACLE_HOME/jlib:$ORACLE_HOME/rdbms/jlib; export CLASSPATH
#LD_ASSUME_KERNEL=2.4.1; export LD_ASSUME_KERNEL

if [ $USER = "oracle" ]; then
if [ $SHELL = "/bin/ksh" ]; then
ulimit -p 16348
ulimit -n 65536
else
ulimit -u 16384 -n 65536
fi
fi

เมื่อเสร็จแล้วให้ save และ exit แล้ว logout และ login อีกครั้งด้วย user oracle
ที่จุดนี้เป็นการสิ้นสุดการปรับแต่ง OS FC4 ให้เหมาะกับ Oracle แล้ว
เมื่อสิ้นสุดขั้นนี้ให้ logout แล้ว login เข้าระบบใหม่ด้วย user oracle ซึ่งจะเป็น
จุดเริ่มต้นการติดตั้ง Oracle ต่อไป

หมายเหตุ : ผมวางแผนว่าจะตั้ง SID ของ Oracle DB ที่จะติดตั้งใหม่นี้ว่า DEV
ผมจึงให้ค่าตัวแปร ORACLE_SID=DEV ถ้าท่านจะใช้ชื่ออื่นก็แก้ไขลงไป
ตรงนั้นได้เลยครับ

3. การติดตั้ง Oracle

3.0 เรียก terminal ของระบบขึ้นมา

3.1 จาก promt ของระบบ cd ไปยัง drive และ directory ที่มี Oracle อยู่
ในที่นี้ผมแตกไฟล์ออกจากไฟล์ ship.db.cpio.gz (ซึ่งดาวน์โหลดมาจาก
เว็บไซต์ของ Oracle) ไปไว้ที่ /opt/Disk1 และให้สิทธิ์อ่านเขียน directory
นี้แก่ user oracle และเพิ่มสิิทธิ์การ execute ให้กับไฟล์ที่มี ext เป็น .sh ทั้งหมด

3.2 เรียกคำสั่ง ./runInstaller จะปรากฏหน้าต่างการติดตั้ง Oracle ขึ้น

3.3 ในหน้าต่างนั้นให้คลิก Next ผ่านหน้าต่างนั้นโดยใช้ default ตามที่
ปรากฏไปจนกว่าจะถึงหน้าต่าง Select Installation Type ในกรณีนี้เรา
ต้องการติดตั้ง Oracle เพื่อใช้กับ Compiere เราจึงเลือก Standard Edition
ก่อนที่จะคลิก Next ให้ตรวจสอบที่ปุ่ม Product Language ก่อนว่ามีภาษา
ไทยถูกรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้เพิ่มเข้าไป หรือต้องการใช้ภาษาอื่นๆ
ก็เพิ่มเข้าไปได้ที่นี่

3.4 หลังจากคลิก Next แล้ว ตัวติดตั้งจะตรวจ Product-Specific Prerequisite
แล้วรายงานผลออกมา ซึ่งทุกรายการควรจะมีสถานะ Succedded ซึ่งบน FC4
ที่ผมติดตั้งนั้น Succedded ทั้งหมด ให้คลิก Next และดำเนินการต่อไปได้เลย

3.5 จากนั้นตัวติดตั้งจะทำงานต่อไปและเข้าสู่หน้าต่าง Select Database
Configuration ในกรณีนี้เราเลือก Do not create a starter database

3.6 จากนั้นตัวติดตั้งจะเริ่มอ่านข้อมูลจาก source และติดตั้งลงใน directory
ที่ได้กำหนดไว้ในขั้นตอนที่ผ่านมา และก่อนจะสิ้นสุดการติดตั้ง จะมี dialog box
ปรากฏขึ้น ให้ทำตามที่หน้าต่างนั้นบอกให้ทำ ซึ่งจะเป็นการ execute ไฟล์หนึ่ง
ด้วยสิทธิ์ของ root เมื่อเสร็จแล้ว จะปรากฏหน้าต่างสิ้นสุดการติดตั้งขึ้น ให้คลิก
Exit และยืนยันออกจากการติดตั้ง

3.7 เปลี่ยน directory ดังนี้ cd $ORACLE_HOME/bin

3.8 เรียกคำสั่ง mv oracle oracle.bin

3.9 สร้างไฟล์ใหม่ดังนี้
cat >oracle <<"EOF"
#!/bin/bash
export DISABLE_HUGETLBFS=1
exec $ORACLE_HOME/bin/oracle.bin $@
EOF

3.10 หลังจากนั้นให้เปลี่ยน mod ให้ไฟล์ใหม่นี้ execute ได้ โดยใช้คำสั่ง chmod +x oracle

3.11 สร้าง database สำหรับ Compiere จาก prompt เรียกคำสั่ง dbca

3.12 su gedit /etc/redhat-release

3.13 gedit /etc/oratab
DEV1:/u01/app/oracle/product/10.1.0/db_1:Y

3.14 cp /etc/oratab /var/opt/oracle/

3.15 exit

3.16 lsnrctl start
3.17 dbstart
3.18 netca

 



กลับไปหน้าหลัก


© The Power Station Co.,Ltd